Thaiver-complete

posted on 11 Aug 2012 13:35 by khunploy

プロイチョンプー・ピンデューセニー
530110442

今昔物語
「こんじゃくものがたり」

                วรรณกรรมที่ข้าพเจ้าเลือกศึกษาในครั้งนี้นั้นเป็นวรรณกรรมในยุคเฮอัน 「平安時代・Heian Period (794-1185)」ชุดหนังสือชื่อว่า คนจะคุ โมโนกาตาริชุ 「今昔物語集・Konjaku Monogatarishu」ซึ่งคำว่า “ชุ” ในที่นี้มาจากคันจิของคำว่า “集(あつ)める”ซึ่งแปลว่า “รวบรวม” ในที่นี้จึงแปลว่า การรวบรวมวรรณกรรมในชุดของ “คนจะคุ โมโนกาตาริ” ส่วนที่มาของชื่อ “คนจะคุ โมโนกาตาริ” นั้นมาจากการที่เรื่องเล่าในหนังสือชุดนี้ล้วนเริ่มต้นด้วยวลีว่า “今は昔”(Now Long ago) ซึ่งอ่านออกเสียงในภาษาจีนว่า “今昔”(คนจะคุ) นั่นเอง
                คนจะคุโมโนกาตาริชุ นั้น เป็นหนังสือรวบรวมเรื่องที่หลากหลายกว่าพันเรื่อง เป็นเล่าที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธ และความเชื่อของคนญี่ปุ่นโบราณ รวมทั้งเรื่องราวที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศ จีน และอินเดีย หนังสือในชุดนี้ มีทั้งหมด 31 เล่ม ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 28 เล่ม เรื่องราวในหนังสือนั้นถูกแบ่งตามสัญชาติที่มาของเรื่องเล่านั้น ในห้าชุดแรกจะเป็นเรื่องเล่าจากประเทศอินเดีย เรียกว่า เทนจิคุ 「天竺」ในห้าชุดต่อมาจะเป็นเรื่องเล่าจากประเทศจีน มีชื่อเรียกว่า ชินตัน「震旦」และในห้าชุดสุดท้ายเป็นเรื่องเล่าของประเทศญี่ปุ่นเอง เรียกว่า ฮนโจะ 「本朝」ตามแหล่งข้อมูลนั้นบอกว่า ปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้ใดเป็นคนแต่งหนังสือชุดนี้ขึ้นมาแต่มีหลายบุคคลเชื่อว่า หนังสือชุดนี้นั้นแต่งโดย มินาโมโตะ โนะ ทาคาคุนิ 「源隆国」(หรืออีกฉายาหนึ่งว่า “อุจิ ไดนะกง”「宇治大納言」) ซึ่งเป็นขุนนางในราชสำนักในยุคเฮอันตอนปลาย บ้างก็เชื่อว่า หนังสือชุดนี้นั้นแต่งโดย นักบวชพุทธที่มีนามว่า โทะบะเนะ โซโจ 「鳥羽 僧正」ซึ่งเป็นทั้งนักโหราศาสตร์ ศิลปิน และ นักบวชในศาสนาพุทธ  และอาศัยอยู่ระหว่างเมืองเกียวโต และ นารา ในช่วงปลายยุคเฮอัน ผู้เป็นเจ้าของผลงานภาพเขียน “โชจุ จินบุทสึ กิกะ” 「鳥獣人物戯画」ซึ่งเป็นภาพวาดที่มีชื่อเสียง เป็นภาพล้อเลียนของสัตว์ เช่น กบ และกระตาย ที่แสดงอากัปกริยาคล้ายกับมนุษย์  ในความเห็นของข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่าวรรณกรรมในชุดของคนจะคุโมโนกาตารินั้น น่าจะเป็นผลงานของ โทะบะเนะ โซโจ มากกว่า เพราะตัวละครที่เป็นสัตว์ในวรรณกรรมชุดคนจะคุโมโนกาตาริ ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ที่มีความสามารถที่จะคิด และรู้สึก ได้เช่นเดียวกับมนุษย์ ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับในภาพวาดของโทะบะเนะโซโจ
                สาเหตุที่ข้าพเจ้าเลือกศึกษาวรรณกรรมในชุดนี้นั้น เป็นเพราะว่าข้าพเจ้ามีความสนใจในเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ปรัชญา และความเชื่อ ซึ่งวรรณกรรมในชุดของคนจะคุโมโนกาตาริชุนั้นถูกขนานนามว่าเป็นวรรณกรรมที่เป็นกระจกสะท้อนของศาสนาและความเชื่อพื้นบ้านได้อย่างชัดเจน เพราะวรรณกรรมที่เป็นการรวบรวมเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับศาสนานั้นส่วนใหญ่จะเป็นการสะท้อนถึงวัฒนธรรมมุขปาฐะ (การเล่าสืบต่อกันมาโดยไม่ได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร) เป็นเรื่องราวที่จัดอยู่ในหมวดหมู่ตำนานที่มีการเล่าต่อกันปากต่อปาก ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ และข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร ยกตัวอย่างเช่น เรื่องราวที่โด่งดังจากคนจะคุโมโนกาตาริชุดนี้ที่ถูก อะคุตากาวา ริวโนะสุเกะ「芥川 龍之介」 นักเขียนในยุคปัจจุบัน นำมาดัดแปลงเป็นหนังสือเรื่อง “ราโชมอน”「羅生門」 ในปี 1915 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแง่ของความซับซ้อนในการดำเนินเรื่องและบทสรุปของเรื่องที่ไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก เป็นเรื่องราวของคำให้การต่อศาล
ของมนุษย์และร่างทรงวิญญาณคนตายในคดีฆาตกรรม ที่ต่างบอกว่าตนเองเป็นฆาตกร ซึ่งสรุปในเชิงจิตวิทยาได้ว่าเป็นการสะท้อนถึงจิตใจของมนุษย์ในภาวะของการทำบาปด้วยความจำเป็น ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็เป็นที่รู้จักกันดีในเมืองไทย ในแบบฉบับของ หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมทย์(รัฐบุรษ และนักเขียนชาวไทย 1911-1995)ในชื่อของ “ราโชมอน ประตูผี”
                อย่างไรก็ตาม ในแวดวงของผู้ศึกษาวรรณกรรมนั้น เป็นที่รู้กันดีว่า วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องทางกับทางด้านปรัชญา ความเชื่อและศาสนานั้น น่าจะมีจุดประสงค์หลักที่เกี่ยวข้องกับการสั่งสอน และการขัดเกลาผู้คนเกี่ยวกับการทำความดี จะเห็นได้ชัดว่าวรรณกรรมในชุดนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องภูตผีปิศาจ และความเชื่อโชคลาง การทำนายพยากรณ์ และโหราศาสตร์ ตัวละครในเรื่องราวต่างๆนั้น มีการแบ่งแยกความดีความชั่วชัดเจน มีฝ่ายขาว ฝ่ายดำ มีความมืดความสว่าง มีฝ่ายพระเอกผู้ผดุงคุณธรรมและมีฝ่ายผู้ร้ายที่จะต้องพ่ายแพ้ไป ดั่งเช่นในเรื่องราวที่มีชื่อเสียงที่สุดเรื่องหนึ่งของวรรณกรรมในชุดนี้ก็คือ “อาเบะ โนะ เซย์เมย์”「安倍晴明」ซึ่งเป็นเรื่องราวที่มีชื่อเสียงที่สุดเรื่องหนึ่งของคนจะคุ โมโนกาตาริ เป็นตำนานที่ได้รับการทำซ้ำในหลายแบบฉบับ ทั้งนวนิยาย วรรณกรรม การ์ตูน(มังกะ) การ์ตูนภาพเคลื่อนไหว
(อนิเมะ) หรือแม้กระทั่งสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ใช้คนแสดง เรื่องเล่าในชุดอาเบะโนะเซย์เมย์นี้ กล่าวกันว่ามีพื้นฐานมาจากเรื่องจริง และอาเบะ โนะ เซย์เมย์นั้นก็เป็นคนที่มีชีวิตอยู่จริงๆ ในสมัยเฮอัน ในสมัยนั้น จะมีกลุ่มคนประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “อนเมียวจิ” 「陰陽師」ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นนักพรตผู้ปฏิบัติตามวิถีแห่งอนเมียว 「陰陽道」ซึ่งเป็นรูปแบบของการใช้เวทย์มนต์สมัยโบราณอย่างหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีรากฐานมาจากโหราศาสตร์ และลัทธิเต๋าในประเทศจีน วิถีแห่งอนเมียวนั้น คาดกันว่าเข้ามาสู่ญี่ปุ่นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 (หรือประมาณ ค.ศ. 600-690)ก่อนจะผสมผสานเข้ากับวิถีชีวิตและความเชื่อในแบบญี่ปุ่น โดยเชื่อว่าสรรพสิ่งประกอบด้วยธาตุทั้งห้า อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหล็ก และมีพลังบวก พลังลบ (หยิน-หยาง) ที่จะสร้างความสมดุลให้เกิดความรุ่งเรือง หรือ หายนะได้ ผู้ที่ศึกษาความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆเหล่านั้นจนถ่องแท้ จะหยั่งรู้และนำพลังเหนือธรรมชาติเหล่านั้น มาเป็นอำนาจของตนได้ มีพลังในการปัดเป่าภูตผีปิศาจ ปลุกเสกเครื่องรางของขลัง และ พยากรณ์เรื่องราวต่างๆได้นั่นเอง อาเบะโนะเซย์เมย์นั้นเป็นอนเมียวจิที่เก่งกาจและมีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น เชื่อว่าเขามีพลังเวทย์มนต์แก่กล้าเพราะเป็นลูกของสุนัขจิ้งจอก ซึ่งตามความเชื่อของคนญี่ปุ่นโบราณนั้น สุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์ที่มีพลังเวทย์สูง และเมื่ออาเบะโนะเซย์เมย์เสียชีวิตลงนั้นก็ได้มีการสร้างวัด(ศาลเจ้า) ขึ้นมาเพื่อเป็นที่ระลึกถึงความเก่งกาจ ซึ่งปัจจุบันวัดนี้ชื่อวัด เซย์เมย์ ตั้งอยู่ที่เกียวโต หรือ เมืองหลวงเฮอันเก่านั่นเอง
                เราสามารถวิเคราะห์สังคมญี่ปุ่นในสมัยเฮอันจากวรรณกรรมในชุดคนจะคุโมโนกาตาริ โดยเฉพาะจากเรื่องของอาเบะ โนะ เซย์เมย์ ได้ในหลายแง่ โดยแง่หนึ่งที่จะยกมาก็คือ ในแง่ของการเป็นกระจกสะท้อนทางด้านความเชื่อทางปรัชญาและศาสนาของคนสมัยเฮย์อันที่มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับวิถีการดำรงชีวิตในสมัยนั้น เช่นเรื่องการถือโชคถือลาง  และความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ ว่ากันว่าจักรพรรดิและขุนนางในสมัยนั้นจะทำอะไรก็ต้องปรึกษาอนเมียวจิก่อนอยู่เสมอ กล่าวคือ ต้องให้นักพยากรณ์ช่วยกันทำนายว่า ฤกษ์งามยามดีหรือไม่ อย่างไร จะเห็นได้ชัดว่าในสมัยเฮอัน แม้กระทั่งการเลือกสถานที่ในการสร้างเมืองนั้น ยังต้องสร้างตามหลักฮวงจุ้ย (ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องตำแหน่งทิศทางที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีน) ตามหลักที่ว่าด้วยสัตว์เทพเจ้าทั้งสี่ทิศ เรียกว่า ชิจิน 「四神」ทิศเหนือเป็นเก็มบุ「玄武」 สัตว์คล้ายเต่าดำ ซึ่งก็คือภูเขาระคุโฮคุ ทิศใต้เป็นซุซะคุ「朱雀」 สัตว์คล้ายหงส์แดง คือสระน้ำโอกุระ ทิศตะวันออกเป็นเซริว「青竜」 สัตว์คล้ายมังกรเขียว คือแม่น้ำคะโมะ และทางทิศตะวันตกเป็นเบียคโคะ「白虎」สัตว์คล้ายเสือขาว คือถนน ซันอินโด ซึ่งเทพทั้งสี่นั้นจะคอยปกป้องเมือง ซึ่งจากตำนานของเทพทั้งสี่นั้นก็ยังมีเค้ามาจากปรัชญาเต๋า เพราะเทพทั้งสี่ก็เป็นตัวแทนแห่งความสมดุลย์ของธาตุทั้งสี่ในธรรมชาติ ซึ่งเต่าดำนั้นเป็นตัวแทนของธาตุน้ำ หรือหน้าหนาว หงส์แดงนั้นเป็นตัวแทนของธาตุไฟ หรือหน้าร้อน  มังกรเขียวนั้นเป็นตัวแทนของธาตุไม้ หรือฤดูใบไม้ผลิ และ เสือขาวนั้นเป็นตัวแทนของธาตุเงิน หรือฤดูใบไม้ร่วง แสดงให้เห็นว่าปรัชญาเต๋านั้นมีอิทธิพลกับผู้คนในสมัยเฮอันเป็นอย่างมาก และผู้คนในสมัยเฮอันนั้นมีความเชื่อเกี่ยวกับพลังธรรมชาติและเชื่อว่าพลังเร้นลับที่ก่อให้เกิดเรื่องดีหรือเรื่องร้ายนั้นก็มีต้นกำเนิดมาจากธรรมชาตินั่นเอง เราจึงสามารถวิเคราะห์จากความเชื่อนี้ได้ว่า ผู้คนในสมัยเฮอันนั้นยังเชื่อในเรื่องของความสมดุลย์ของธรรมชาติ เพราะถ้าหากขาดธาตุใดธาตุหนึ่งในธรรมชาติเหล่านี้ไป บ้านเมืองก็จะระส่ำระสาย ผู้คนจะเดือดร้อน ดังนั้นความเชื่อเหล่านี้จึงเป็นการสะท้อนถึงจิตใจของผู้คนสมัยนั้นว่ายังมีจิตวิญญาณของความใกล้ชิดกับธรรมชาติ ผู้คนยังสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติได้อย่างชัดเจน และมีความรู้สึกเคารพธรรมชาติอยู่ในตัว (ในปัจจุบันก็ยังคงมีการ์ตูนญี่ปุ่นบางเรื่องที่นำตำนานสัตว์เทพารักษ์ที่เป็นตัวแทนของธรรมชาติเหล่านี้มาเป็นตัวดำเนินเรื่องเช่นการ์ตูนเรื่อง เบย์เบลด ศึกลูกข่างสะท้านฟ้า ปี 1999) แม้กระทั่งตัววรรณกรรมของอาเบะโนะเซย์เมย์เองที่เกี่ยวข้องกับวิถีของอนเมียวในเรื่องราวของการใช้พลังหยินหยางอย่างสมดุลย์นั้นก็สะท้อนถึงเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน ในด้านของพลังฝ่ายดีและฝ่ายชั่วที่หมุนเวียนกันอยู่ในตัวของผู้คน ในภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง The yin yang master ( ปี2001 ) ซึ่งเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ของประเทศญี่ปุ่นที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเรื่องอาเบะโนะเซย์เมย์นั้น ตัวละคร อาเบะ โนะ เซย์เมย์ ได้กล่าวคำพูดไว้ว่า “จิตวิญญาณของมนุษย์นั้น สามารถเป็นได้ทั้งสองอย่าง ทั้งเทวดา และปิศาจ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะผลักดันพลังไปทางด้านไหน ถ้าวิญญาณชั่วร้ายก็จะกลับมาเกิดใหม่เป็นปิศาจ” เป็นการสะท้อนให้ถึงอิทธิพลของศาสนาพุทธ ที่ให้ความสำคัญในเรื่องของกฏแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด
                นอกจากนี้ การศึกษาเกี่ยวกับตัวละครในวรรณกรรมคนจะคุโมโนกาตารินั้นทำให้เห็นได้ว่า คนจะคุโมโนกาตารินั้นมีคุณค่าในแง่ของประวัติศาสตร์ ทางสภาพสังคม นั่นก็คือการทำให้ผู้คนในยุคปัจจุบันสามารถมองเห็นภาพของสังคมในยุคสมัยเฮอันได้ เพราะตัวละครในคนจะคุโมโนกาตารินั้นส่วนใหญ่มักจะเป็นตัวละครที่มีพื้นฐานจากโครงสร้างสังคมในสมัยนั้น ทั้ง ซามุไร นักบวช ผู้คงแก่เรียน หมอ ชาวไร่ชาวนา พ่อค้า ชาวประมง โสเภณี โจร ขอทาน แม้จะมีตัวละครบางชนิดที่เหนือธรรมชาติเช่นยักษ์ 「鬼」และ เทนกุ 「天狗」ซึ่งเป็นสัตว์เหนือธรรมชาติ ที่มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า สุนัขสวรรค์ (heavenly dog)  ตัวละครที่เป็นสัตว์ในเรื่องคนจะคุโมโนกาตารินั้น มีความสามารถที่จะรู้สึกนึกคิด และพูดได้เหมือนมนุษย์นั้น ก็เป็นการสะท้อนถึงสภาพจิตใจของผู้แต่งถึงความเชื่อในเรื่องของสัตว์ที่มีชีวิตจิตใจ และมีความรู้สึกนึกคิดไม่ต่างจากมนุษย์ แสดงถึงความเมตตาเอ็นดูต่อสัตว์ และจิตวิญญาณอื่นๆในธรรมชาติ มีตัวละครที่เป็นภูตผีปิศาจ และ ร่างทรง (ดั่งเช่นที่ปรากฏในเรื่อง ราโชมอน) ที่สะท้อนให้เห็นความเชื่อทางศาสนาที่เข้มแข็งในเรื่องของวิญญาณ
                ต้นฉบับที่เก่าแก่ที่สุดของคนจะคุโมโนกาตารินั้น มีชื่อว่า ฉบับสึซึกะ ซึ่งตั้งชื่อตามนักบวชชินโต ในสมัยคามากุระ (1185-1333)ที่มีชื่อว่า ทสึเระทาเนะ สึซึกะ(Tsuretane Suzuka) ต้นฉบับนั้นถูกให้เป็นสมบัติแห่งชาติในปี 1996 และถูกนำไปไว้ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต「京都大学」โดยลูกหลานของท่านสึซึกะ ซึ่งเป็นบรรณารักษ์ของมหาวิทยาลัย เพื่อบริจาค และเก็บรักษาไว้เป็นเอกสารสำคัญ ซึ่งต้นฉบับนั้นได้ถูกแสกนและนำลงในอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาต่อไป

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณมากค่ะ พอดีช่วงนี้กำลังสนใจเรื่องของ อาเบะ โนะ เซเม อยู่เลย เพราะไปได้ดูหนัง Onmyoji ทั้ง 2 ภาคเข้า แล้วก็ทราบมาว่า อาจารย์ Yumemakura Baku แต่งโดยอิงจากบันทึก Konjaku ซึ่งมีที่มาที่ไปแบบนี้เอง

#1 By molecularkitten on 2012-08-16 09:11